บทความพิเศษ ตอนที่ ๓ “การใช้ดุลยพินิจให้สละสมณเพศ ตามมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์” โดย พระใบฎีกาคทาวุธ คเวสกธมฺโม

ขอให้ท่านย้อนกลับไปอ่านสองตอนที่ผ่านมาในคอลัมน์นี้ท่านจะเข้าใจมากยิ่งขึ้น และความตั้งใจที่อาตมาเขียนบทความนี้คืออยากเห็นสังคมได้มาร่วมกันถอดบทเรียนกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับคณะสงฆ์ กรณีอดีตกรรมการมหาเถรสมาคม พระพรหมดิลก วัดสามพระยาพระพรหมสิทธิ วัดสระเกศ พร้อมท่านเจ้าคุณอีกสามสี่รูปที่ต้องถูกจับถอดจีวรโดยไม่ได้มีเจตนาหรือกล่าวคำลาสิกขาตามมาตรานี้

การลาสิกขาตามมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕
โดย พระใบฎีกาคทาวุธ คเวสกธมฺโม คอลัมน์ หมายเหตุพระไตรสรณคมน์
หน้าพระไตรสรณคมน์ นสพ.คมชัดลึก วันพฤหัสบดีที่ ๕ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๒

พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร) เลขานุการสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ฯ,
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ, พร้อมด้วยพระศรีคุณาภรณ์
พระครูสิริวิหารการ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ
ขณะถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว ในขณะนั้น (ขอขอบคุณ ภาพจาก ไทยรัฐ)

“การใช้ดุลยพินิจให้สละสมณเพศ

ตามมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์”

โดย พระใบฎีกาคทาวุธ คเวสกธมฺโม พระธรรมทูตประเทศสกอตแลนด์

           ในอดีตประเด็นนี้ที่โด่งดังไปทั่วประเทศและกลายเป็นประวัติศาสตร์ของคณะสงฆ์ไทยก็คือกรณีของพระพิมลธรรม วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยจอมพลสฤษดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี และเท่าที่อาตมาทราบก็มีพระภิกษุอีกหลาย ๆ รูป ที่ต้องลาสิกขาตามมาตรานี้สุดท้ายศาลก็พิพากษาว่าไม่มีความผิด เพียงแต่ไม่เป็นข่าวเท่านั้นเอง หรือถ้าย้อนประวัติศาสตร์ไปอีกก่อนที่จะมีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ก็เคยมีข้อเท็จจริงแบบนี้เกิดขึ้นกับครูบาศรีวิชัยนักบุญแห่งล้านนาเช่นกัน ต่อไปเราจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกกับคณะสงฆ์

ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม”
นุ่งห่มจีวรหลังออกจากเรือนจำ
กับ “พระพิมลธรรมโมเดล”
พระธรรมวินัย จารีต และกฎหมายบ้านเมือง
โดย พระใบฎีกาคทาวุธ คเวสกธมฺโม
จาก คอลัมน์ หมายเหตุพระไตรสรณคมน์ หน้าพระไตรสรณคมน์ นสพ.คมชัดลึก วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๒

   และสิ่งที่อาตมาจะได้กล่าวต่อจากนี้ทุกอย่างจะอยู่บนหลักของ พระธรรมวินัย กฎหมาย จารีตขอคณะสงฆ์ และด้วยความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรม เพราะอาตมายังเชื่อมั่นในระบบกระบวนการยุติธรรมว่าเป็นที่พึ่งสุดท้ายให้กับคนที่มีความทุกข์ (ไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคม) หมดที่พึ่งแล้วได้อย่างแน่แท้

มีอยู่ ๓ ประเด็นด้วยกันดังนี้

           ประเด็นแรกความหมายของคำว่า “ดุลยพินิจ” อาตมาพยายามค้นหาในฎีกาที่ให้ความหมายของคำว่า “ดุลยพินิจ” แต่ก็ไม่มี(หรือมีแต่ค้นไม่เจอ) อาตมาจึงขอยึดความหมายตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ข้อ ๑๒ “…การเรียงคําพิพากษาและคําสั่งพึงใช้ภาษาเขียนที่ดี ใช้ถ้อยคําในกฎหมาย ใช้โวหารที่รัดกุมเข้าใจง่าย และถูกต้องตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน…”

           ความหมายของคำว่า “ดุลยพินิจ” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ หมายถึง “การวินิจฉัยที่เห็นสมควร, ดุลพินิจ ก็ใช้.” ถ้าอธิบายตามตัวคำว่าดุลพินิจ คือ “ดุล” แปลว่า เท่ากัน เสมอกัน เท่าเทียม และคำว่า “พินิจ” หมายถึง การวินิจฉัยที่สมควรและด้วยความเที่ยงธรรม จะเห็นว่าดุลยพินิจ หมายถึง การวินิจฉัยมองให้รอบด้านพร้อมอยู่บนหลักการเหตุผลและด้วยความเที่ยงธรรม

         ประเด็นที่สอง กรณีการใช้ดุลยพินิจ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕  มาตรา ๒๙ “พระภิกษุรูปใดถูกจับโดยต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา เมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราว และเจ้าอาวาสแห่งวัดที่พระภิกษุรูปนั้นสังกัดไม่รับมอบตัวไว้ควบคุม หรือพนักงานสอบสวนไม่เห็นสมควรให้เจ้าอาวาสรับตัวไปควบคุม หรือพระภิกษุรูปนั้นมิได้สังกัดในวัดใดวัดหนึ่ง ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้”

           อาตมามีความเห็นว่ากรณีตามมาตรา ๒๙ นี้การใช้ดุลยพินิจของกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นน้ำคือพนักงานสอบสวน กลางน้ำพนักงานอัยการ และปลายน้ำคือศาล ไม่ควรนำแต่หลักกฎหมายมาประกอบการวินิจฉัยเท่านั้น เพราะไม่ใช่เป็นเรื่องเฉพาะการกระทำความผิดทางอาญาอย่างเดียว อาตมาก็เข้าใจทางบ้านเมืองว่าโดยหลักการแล้วต้องยึดหลักกฎหมายเป็นสรณะ แต่ถ้ามีเรื่องของพระธรรมวินัยเข้ามาเกี่ยวด้วยคือเรื่องของการสละสมณเพศ ก็ควรที่จะนำหลักพระธรรมวินัย และจารีตสงฆ์ในเรื่องนี้มาประกอบการวินิจฉัยด้วย

         โดยเฉพาะตามสังคมวิทยาของสังคมไทย คณะสงฆ์จะยึดถือหลักการอยู่ ๓ ประการคือ พระธรรมวินัย จารีต และกฎหมายบ้านเมือง ซึ่งการใช้ดุลยพินิจตามมาตรา ๒๙ มันมีข้อคาบเกี่ยวระหว่างกฎหมายบ้านเมือง และพระธรรมวินัย การใช้ดุลยพินิจเพื่อให้เกิดความเที่ยงธรรม พนักงานเจ้าหน้าที่ ที่มีอำนาจตามกฎหมายต้องนำหลักการทั้ง ๓ ประการคือ พระธรรมวินัย จารีต และกฎหมายบ้านเมือง มาประกอบในการใช้ดุลยพินิจด้วยจึงจะเป็นการใช้ดุลยพินิจโดยชอบตามมาตรา ๒๙ ซึ่งสาระสำคัญของการใช้ดุลยพินิจตามมาตรา ๒๙ มี ๒ ประการดังนี้

๑)ให้อำนาจพนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการใช้ดุลยพินิจกรณีไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราว อาจมีเหตุผลว่าพระภิกษุผู้ถูกกล่าวหาจะหลบหนี หรือไม่ทำลายพยานหลักฐาน ประกอบกับเจ้าอาวาสวัดที่พระภิกษุผู้ถูกกล่าวหาสังกัดไม่รับตัวไว้ควบคุม

กรณีตามข้อหนึ่งนี้ จะเห็นว่าหากเจ้าอาวาสวัดที่พระภิกษุผู้ถูกล่าวหาสังกัดรับตัวไว้ควบคุม ดูแล พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการมีอำนาจใช้ดุลยพินิจให้ปล่อยตัวชั่วคราวและประกันตัวได้

           ๒) ถ้าพนักงานสอบสวนไม่เห็นสมควรให้เจ้าอาวาสรับตัวไปควบคุม ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจดำเนิน การให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศได้ตามกฎหมาย กรณีตามข้อสองนี้ทำให้กรณีข้อหนึ่งหมดความหมาย เพราะเป็นการให้อำนาจพนักงานสอบสวนใช้ดุลยพินิจแต่เพียงผู้เดียว แม้ว่าเจ้าอาวาสจะรับตัวพระภิกษุผู้ถูกกล่าวหาไว้ควบคุมดูแล แต่ถ้าพนักงานสอบสวนไม่เห็นด้วยก็ไร้ความหมาย

            ตามมาตรา ๒๙ นี้ การที่กฎหมายอนุญาตให้พระภิกษุผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญาไปอยู่ในการควบคุมและดูแลของเจ้าอาวาสมันคือวิถีของพระธรรมวินัย และจารีตคณะสงฆ์ เพราะได้กลับไปอยู่ในความดูแลของครูบาอาจารย์เพื่อได้รับการอบรมสอนสั่งว่ากล่าวตักเตือนปฏิบัติธรรมตามพระธรรมวินัย

           ดังนั้นอาตมามีความเห็นว่า ถ้าเจ้าพนักงานใช้ดุลยพินิจไม่ให้ปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่ให้ได้รับการประกันตัว ถือว่าเป็นการใช้ดุลยพินิจแต่เพียงขอบเขตของกฎหมายเท่านั้น ไม่เป็นการใช้ดุลยพินิจรอบด้านให้เกิดความเที่ยงธรรมแก่พระภิกษุผู้ถูกล่าวหาคือไม่นำหลักของพระธรรมวินัย และจารีตคณะสงฆ์มาประกอบกับการใช้ดุลยพินิจด้วย  

           อาตมามีข้อสังเกตที่เจ้าพนักงานมุ่งใช้ดุลยพินิจแต่เพียงขอบเขตของกฎหมายเท่านั้น การกระทำดังกล่าวนี้มีแรงจูงใจมาจากอะไรหรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็นแรงจูงใจที่เกิดจากอคติ ๔ เช่นความโกรธ ความเกลียด หรือมีอคติอะไรกับคณะสงฆ์หรือไม่ เพราะการลาสิกขาเป็นเรื่องพระธรรมวินัยโดยตรงแต่ไม่คำนึงถึงเรื่องนี้ แต่ด่วนบังคับท่านถอดจีวรโดยฉับพลัน

           และตามมาตรา ๒๙ “ให้เจ้าอาวาสรับตัวไว้ควบคุมดูแล” ซึ่งหมายถึงกรณีพระลูกวัดเป็นผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดทางอาญา จึงให้อำนาจผู้ปกครองคือเจ้าอาวาสเป็นผู้ควบคุมดูแล

           กรณีนี้อาตมาตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า “ถ้าเจ้าอาวาสเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ต้องอยู่ในความควบคุมดูแลของเจ้าคณะตำบล, ถ้าเป็นเจ้าคณะตำบลต้องอยู่ในความควบคุมดูแลของเจ้าคณะอำเภอ, ถ้าเป็นเจ้าคณะอำเภอต้องอยู่ในความควบคุมดูแลของเจ้าคณะจังหวัด, ถ้าเป็นเจ้าคณะจังหวัดต้องอยู่ในควบคุมดูแลของเจ้าคณะภาค, ถ้าเป็นเจ้าคณะภาคต้องอยู่ในความควบคุมดูแลของเจ้าคณะหน, ถ้าเป็นเจ้าคณะหนและกรรมการมหาเถรสมาคมต้องอยู่ในความควบคุมดูแลโดยมติของมหาเถรสมาคม โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน” ตามความในมาตรา ๒๙ นี้ด้วยหรือไม่

           ประเด็นที่สาม เจตนารมณ์ของคำว่า “สละสมณเพศ” กับ “ลาสิกขา” ทำไมกฎหมายไม่ใช้คำว่าลาสิกขาตามพระธรรมวินัย เมื่ออาตมากล่าวมาถึงตรงนี้แล้ว เกิดความสงสัยว่าทำไมกฎหมายต้องใช้คำว่าสละสมเพศ อาตมาจึงได้ไปค้นเพื่อให้เห็นถึงต้นเหตุหรือแหล่งที่มาของ ๒ คำนี้ว่ามันหมายถึงอะไร อธิบายได้ดังนี้

           คำว่า “สละสมณเพศ” เมื่ออาตมาไปค้นถึงต้นเหตุของการมีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และเบื้องหลังของการบัญญัติมาตรา ๒๙ นี้จากรายงานการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ศ. คณะสงฆ์ พ.ศ. … โดยมีพระยาอรรถการีย์นิพนธ์ เป็นประธานกรรมาธิการ และมี พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ เป็นเลขานุการกรรมาธิการ พร้อมคณะกรรมาธิการอีก ๑๔ ท่าน อาทิเช่น ม.ล.ปิ่น มาลากุล, นายสัญญา ธรรมศักดิ์ หลวงวุฒิศักดิ์เนตินาท ฯ เป็นต้น

           จากรายงานการประชุมครั้งที่ ๔ วันพุธที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๕ หน้าที่ ๓ มีคณะกรรมาธิการให้ความเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (๒๕๐๕) ฉบับนี้ว่า

           “ท่านอธิบดีเคยพูดไว้ว่า กฎหมายคณะสงฆ์นี้ ในลังกา พม่า ไม่มี มีแต่เมืองเราเท่านั้น ทางลังกา พม่า เคยขอมาเพื่อจะนำไปเป็นตัวอย่าง แต่ก็เอาไม่ลง ทั้งนี้เพราะเขาเห็นว่า ธรรมวินัยอันเป็นจารีตประเพณีมาแต่เดิมนั้น มีความเหมาะสมเพียงพออยู่แล้ว จึงไม่ยอมแตะต้อง มีแต่เมืองเราเท่านั้นที่กล้าเข้าไปแตะต้อง เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็แตะต้องแต่ในเรื่องที่จะสนับสนุน ทะนุถนอมและรักษาพระศาสนาเท่านั้น อย่าพยายามแตะต้องในเนื้อหาของพระธรรมวินัยให้เกินไป

         การตัดสินอธิกรณ์และการลงโทษพระวินัยผู้ทำความผิด เมื่อเป็นอำนาจเด็ดขาดของสงฆ์แล้ว ก็ปล่อยให้เป็นไปตามนั้น…”

           จะเห็นว่าในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ นี้หรือกฎหมายที่เกี่ยวกับคณะสงฆ์ยังมีส่วนที่ไปขัดหรือแย้งกับพระธรรมวินัยอยู่ ดังนั้นการที่จะมีกฎหมายเข้าไปเกี่ยวข้องกับคณะสงฆ์ควรเป็นเรื่องที่มีแต่เจตนารมณ์มุ่งสนับสนุน ทะนุถนอมและรักษาพระวินัยเท่านั้น โดยเฉพาะเรื่องของพระธรรมวินัยควรเป็นอำนาจเด็ดขาดของคณะสงฆ์ในการดำเนินการ 

           และจากรายงานการประชุมครั้งที่ ๑๓ วัน พุธ ที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๐๕ หน้าที่ ๓ มีคณะกรรมาธิการให้ความเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาของมาตรา ๒๙ ไว้โดยเฉพาะว่า

           “กรณีที่ ๒ มาตรา ๒๓ ตรี ผมเป็นห่วงอยู่ว่า ตามที่ท่านประธานร่างมานั้นพนักงานสอบสวนมีอำนาจมากเกินไป ผมอยากจะขอให้ลดลงอีก” (ในชั้นคณะกรรมาธิการ มาตรา ๒๙ ณ ปัจจุบันนี้ ยังเป็นมาตรา ๒๓ ตรีอยู่)

           จะเห็นว่าจากความเห็นของคณะกรรมาธิการในเรื่องนี้มันไปสอดคล้องกับที่อาตมาวิเคราะห์ไว้ในข้างต้นเรื่องการให้อำนาจดุลยพินิจแก่พนักงานสอบสวนแต่เพียงผู้เดียวที่จะชี้ขาดว่าให้สละสมณเพศหรือไม่ ทั้งที่ประเด็นนี้เป็นเรื่องของพระธรรมวินัยเป็นอำนาจของคณะสงฆ์อย่างเด็ดขาดในการดำเนินการตามความเห็นของคณะ กรรมาธิการที่กล่าวไปก่อนหน้านี้

           เมื่อไปย้อนดูต้นเหตุหรือที่มาของ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ๒๕๐๕ และมาตรา ๒๙ คำว่า “สละสมณเพศ” นี้จึงหมายถึงเป็นการลาสิกขาตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเท่านั้น เพียงแค่บังคับให้ปลดจีวรออกโดยที่ไม่ได้กล่าวคำลาสิกขาตามพระธรรมวินัยและกระทำการต่อหน้าสงฆ์ตามจารีตของคณะสงฆ์ก็ถือว่าเป็นการลาสิกขาตามความในมาตรานี้ แต่ไม่ได้หมายความถึงการลาสิกขาตามพระธรรมวินัย และที่สำคัญเมื่อไปค้นในพระไตรปิกฎและอรรถกาในเรื่องนี้ก็จะมีแต่เพียงคำว่า “ลาสิกขา” เท่านั้น ไม่มีคำว่าสละสมณเพศปรากฏอยู่เลย

           ส่วนคำว่า “ลาสิกขา” หมายความว่า เป็นการลาสิกขาตามกระบวนการของพระธรรมวินัยอย่างสมบูรณ์อาตมาได้อธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างละเอียดแล้วในคอลัมน์นี้เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ความหมายไม่เหมือนตามมาตรา ๒๙

           และเมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๒ ที่ผ่านมามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านหนึ่งได้ยื่นกระทู้ถามสดในรัฐสภากรณีนี้เหมือนกันว่าเมื่ออดีตกรรมการมหาเถรสมาคม พร้อมเจ้าคุณอีก ๓-๔ รูป ได้รับการประกันตัวแล้ว ตำรวจยังจะไปตามจับท่านในกรณีแต่งกายเลียนแบบสงฆ์อีก ท่านรัฐมนตรีฯ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะแก้ไขปัญหาและดำเนินการคุ้มครองท่านอย่างไร เพราะท่านมียังมีสถานะเป็นพระภิกษุตามพระธรรมวินัยทุกประการ

           อาตมาเองก็เข้าใจการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพราะยึดเอาการสละสมณเพศตาม มาตรา ๒๙ ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่เป็นกระบวนการที่ย้อนแย้งและขัดกับพระธรรมวินัย เมื่อมาตรา ๒๙ กับพระธรรมวินัยมันสวนทางกัน จะยึดหลักอะไรเป็นเกณฑ์ เราก็ต้องย้อนกลับไปดูต้นเหตุ เจตนารมณ์กฎหมายฉบับนี้ในความเห็นของคณะกรรมาธิการที่อาตมายกมานั้นก็คือ เมื่อเป็นเรื่องของพระธรรมวินัยต้องเป็นอำนาจเด็ดขาดคณะสงฆ์ในการตัดสิน และก็เป็นไปตามหลักปฏิบัติของคณะสงฆ์ด้วยที่ถือพระธรรมวินัยเป็นใหญ่

           ดังนั้นตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกรณีของอดีตกรรมาการมหาเถรสมาคมเป็นการลาสิกขาหรือไม่ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมก็ต้องกลับไปยึดตามหลักพระธรรมวินัยเป็นเกณฑ์ในการตัดสินและเป็นหลักในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป

            สำหรับตอนต่อไปเป็นตอนสุดท้ายเรื่อง “มาตรา ๒๙ ขัดต่อพระวินัย ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ พร้อมเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาตรานี้”

พระใบฏีกาคทาวุธ คเวสกธมฺโม พระธรรมทูต ประเทศสกอตแลนด์ ผู้เขียน

บทความพิเศษ ตอนที่ ๓ จาก คอลัมน์ หมายเหตุพระไตรสรณคมน์ เรื่อง “การใช้ดุลยพินิจให้สละสมณเพศตามมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์” โดย พระใบฎีกาคทาวุธ คเวสกธมฺโม

หน้าพระไตรสรณคมน์ นสพ.คมชัดลึก วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๒