เขียนได้เขียนดี

เขียนได้เขียนดีสำเร็จไปอีกหนึ่งภาระกิจ กับสัมนาเชิงปฏิบัติการในโครงการพัฒนาศักยภาพพระสงฆ์ ด้านการเขียนบทความวิชาการโดยสถาบันพัฒนาพระวิทยกร และศูนย์อาเซียนศึกษา มจรกิจกรรม เริ่มด้วยภาคเช้าวันที่ 7 ดร.ลำพอง กลมกูล รักษาการผู้อำนวยการส่วนวิจัย และบริการวิชาการ ศูนย์อาเซียน มจร กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมอบรม และเกริ่นนำเข้าสู่กระบวนการพัฒนาทักษะด้านการเขียนบทความ ก่อนจะส่งต่อให้กับท่านพระอาจารย์ พระปลัดระพิน พุทธิสาโร อาจารย์ประจำภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ มจร ผู้ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับพระผู้เข้าอบรมอย่างมากด้วยผลงานมากมาย เทคนิคการจับประเด็น เห็นอะไรเป็นนึกหาเรื่องเขียน เชื่อมโยงสถานการณ์ปัจจุบันสู่พุทธธรรมเชิงวิเคราะห์อย่างสร้างสรรค์ ตั้งคำถาม และท้าทาย หาทางออก จุดประกายให้กับหลายคนได้ไอเดียสู่การพัฒนางานเขียนภาคบ่าย ดร.ลำพอง ชวนปฏิบัติการ คิด ค้น สร้างโครงเรื่อง และกำหนดประเด็น ให้เห็นหัวเรื่องของการเขียน จากพื้นฐานงานที่ทำและพื้นที่ที่ตนอยู่ของแต่ละรูปคน พร้อมทั้งแตกประเด็นย่อย จนเห็นภาพรวมของทั้งบทความ แค่วันแรกทุกคนเห็นแล้วว่าตัวเองจะเขียนอะไรบ้างเช้าวันที่ 2 ดร.ลำพอง ต่อยอดจากเมื่อวาน เจาะลึกถึงองค์ประกอบต่างๆ ของบทความวิชาการ ตั้งแต่บทคัดย่อ บทนำ กระทั้งการสรุป และนำไปสู่การเริ่มต้นเขียนบทนำ ด้วยเทคนิค 3 ประเด็น คือสภาพปัญหาความคาดหวังและสิ่งที่สนใจอยากเขียนจากนั้นทุกคนเริ่มลงมือเขียนบทนำของตนเอง ก่อนจะนำเสนอ พร้อมรับการวิพากษ์พัฒนาให้กระชับชัดเจนและตรงประเด็นมากที่สุดสรุปทุกคนที่มาได้หัวและโครงเรื่องที่ตนเองสนใจอยากเขียนบางส่วนได้บทนำเกือบสมบูรณ์ถอดบทเรียนข้อเด่นกิจกรรมครั้งนี้มีจำนวนผู้เข้าร่วมไม่มากทำให้วิทยากรสามารถที่จะคอมเมนท์ได้ทุกคน และทุกคนมีส่วนร่วม การถามตอบคลายข้อสงสัยเป็นไปจนพอใจ ทำให้ทุกคนได้หัวข้อที่อยากเขียน และกิจกรรมครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดแค่พระระดับบัณฑิตศึกษา แต่เป็นพระที่ทำงานด้านเผยแผ่และสังคมสงเคราะห์ ทำให้ได้ประเด็นที่หลากหลายข้อด้อยกิจกรรมครั้งนี้งบประมาณมีจำกัด พระสงฆ์บางส่วนอยากเข้าร่วมแต่ด้วยระยะทางการเดินทางและขาดทุนการเดินทาง ประกอบกับกิจกรรมจัดในช่วงเทศกาลกฐิน ทำให้หลายรูปติดศาสนกิจเกี่ยวกับกฐินโอกาสมีวารสารวิชาการบางส่วนใน มจร ให้ความสนใจนำบทความไปลงหากผู้เข้าอบรมเขียนสำเร็จ บทความทุกเรื่องสามารถที่จะลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการสถาบันพัฒนาพระวิทยากร กิจกรรมนี้อาจจะเปิดให้บุคคลทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมได้ อุปสรรคพระผู้เข้าอบรมบางรูปไม่ได้ทำโน้ตบุคมาด้วยทำให้ติดขัดต่อการพัฒนางานเขียน แต่ก็สามารถใช้ปากกากระดาษ มจร วังน้อย ตั้งอยู่ในพื้นที่ไกล กิจกรรมจัดในช่วงปิดเทอม ทำให้ไม่มีรถรับส่งพระ งบประมาณที่จำกัดทำให้ไม่สามารถอุปถัมภ์พระที่สนใจได้มากนัก ทำให้พระส่วนใหญ่ออกค่าลงทะเบียนเอง กิจกรรมครั้งนี้ เน้นไปที่พระสงฆ์ที่ทำงานด้านเผยแผ่ ทำให้มีพระวิทยากรบรรยายธรรม พระอาสาคิลานธรรม ครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน โดยให้ท่านเขียนงานที่ตนเองทำนำเสนอในรูปแบบการเขียนบทความวิชาการ เพื่อเป็นการถอดบทเรียนจากประสบการณ์การทำงานของท่านเอง โดยอ้างอิงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ผสานกับหลักวิชาการและหลักพุทธธรรม ถ้าทุกรูปสามารถเขียนออกมาสำเร็จได้ก็จะเป็นการเผยแพร่กิจการงานของพระสงฆ์และได้องค์ความรู้จากการทำงานจริงของแต่ละท่าน ในแต่ละพื้นที่ และเผยแผ่ธรรมะในอีกระดับหนึ่ง ก็ไม่แน่ใจว่าอนาคตจะได้ทำต่อไปได้อีกไหม แต่เมื่อได้คิด ได้ตั้งใจ และลงมือทำจริงๆ และทุกคนที่มาอย่างน้อยก็ได้ประเด็นที่จะเขียนจริงๆ ก็ถือว่าดีแล้ว ส่วนจะเขียนได้หรือไม่นั้นก็อยู่ที่การต่อยอดของแต่ละท่านเอง และจะเขียนได้ดีมั้ย ก็อยู่ที่แต่ละคนจะพัฒนาตนเองไปมากน้อยแค่ไหน เพราะการเขียนมันเป็นทักษะ อะไรที่เป็นทักษะ ก็คือต้องหมั่นทำ หมั่นฝึกฝน อย่างอดทนและต่อเนื่อง กระบวนการอบรมก็เป็นแค่กลไกหนึ่งซึ่งอยากจะจุดประกายให้ทุกคนพอได้เห็นแนวทางก็เท่านั้นเอง

โพสต์โดย พระมหาประสิทธิ์ เพื่อชีวิตดีงาม เมื่อ วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2019

สำเร็จไปอีกหนึ่งภาระกิจ กับสัมนาเชิงปฏิบัติการในโครงการพัฒนาศักยภาพพระสงฆ์ ด้านการเขียนบทความวิชาการ
โดยสถาบันพัฒนาพระวิทยกร และศูนย์อาเซียนศึกษา มจร

กิจกรรม เริ่มด้วยภาคเช้าวันที่ 7 ดร.ลำพอง กลมกูล รักษาการผู้อำนวยการส่วนวิจัย และบริการวิชาการ ศูนย์อาเซียน มจร กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมอบรม และเกริ่นนำเข้าสู่กระบวนการพัฒนาทักษะด้านการเขียนบทความ ก่อนจะส่งต่อให้กับท่านพระอาจารย์ พระปลัดระพิน พุทธิสาโร อาจารย์ประจำภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ มจร ผู้ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับพระผู้เข้าอบรมอย่างมากด้วยผลงานมากมาย เทคนิคการจับประเด็น เห็นอะไรเป็นนึกหาเรื่องเขียน เชื่อมโยงสถานการณ์ปัจจุบันสู่พุทธธรรมเชิงวิเคราะห์อย่างสร้างสรรค์ ตั้งคำถาม และท้าทาย หาทางออก จุดประกายให้กับหลายคนได้ไอเดียสู่การพัฒนางานเขียน

ภาคบ่าย ดร.ลำพอง ชวนปฏิบัติการ คิด ค้น สร้างโครงเรื่อง และกำหนดประเด็น ให้เห็นหัวเรื่องของการเขียน จากพื้นฐานงานที่ทำและพื้นที่ที่ตนอยู่ของแต่ละรูปคน พร้อมทั้งแตกประเด็นย่อย จนเห็นภาพรวมของทั้งบทความ

แค่วันแรกทุกคนเห็นแล้วว่าตัวเองจะเขียนอะไรบ้าง

เช้าวันที่ 2 ดร.ลำพอง ต่อยอดจากเมื่อวาน เจาะลึกถึงองค์ประกอบต่างๆ ของบทความวิชาการ ตั้งแต่บทคัดย่อ บทนำ กระทั้งการสรุป และนำไปสู่การเริ่มต้นเขียนบทนำ ด้วยเทคนิค 3 ประเด็น คือ

สภาพปัญหา
ความคาดหวัง
และสิ่งที่สนใจอยากเขียน

จากนั้นทุกคนเริ่มลงมือเขียนบทนำของตนเอง ก่อนจะนำเสนอ พร้อมรับการวิพากษ์พัฒนาให้กระชับชัดเจนและตรงประเด็นมากที่สุด

สรุป
ทุกคนที่มาได้หัวและโครงเรื่องที่ตนเองสนใจอยากเขียน
บางส่วนได้บทนำเกือบสมบูรณ์

ถอดบทเรียน

ข้อเด่น
กิจกรรมครั้งนี้มีจำนวนผู้เข้าร่วมไม่มากทำให้วิทยากรสามารถที่จะคอมเมนท์ได้ทุกคน และทุกคนมีส่วนร่วม การถามตอบคลายข้อสงสัยเป็นไปจนพอใจ ทำให้ทุกคนได้หัวข้อที่อยากเขียน และกิจกรรมครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดแค่พระระดับบัณฑิตศึกษา แต่เป็นพระที่ทำงานด้านเผยแผ่และสังคมสงเคราะห์ ทำให้ได้ประเด็นที่หลากหลาย

ข้อด้อย
กิจกรรมครั้งนี้งบประมาณมีจำกัด พระสงฆ์บางส่วนอยากเข้าร่วมแต่ด้วยระยะทางการเดินทางและขาดทุนการเดินทาง ประกอบกับกิจกรรมจัดในช่วงเทศกาลกฐิน ทำให้หลายรูปติดศาสนกิจเกี่ยวกับกฐิน

โอกาส
มีวารสารวิชาการบางส่วนใน มจร ให้ความสนใจนำบทความไปลงหากผู้เข้าอบรมเขียนสำเร็จ บทความทุกเรื่องสามารถที่จะลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการสถาบันพัฒนาพระวิทยากร กิจกรรมนี้อาจจะเปิดให้บุคคลทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมได้

อุปสรรค
พระผู้เข้าอบรมบางรูปไม่ได้ทำโน้ตบุคมาด้วยทำให้ติดขัดต่อการพัฒนางานเขียน แต่ก็สามารถใช้ปากกากระดาษ มจร วังน้อย ตั้งอยู่ในพื้นที่ไกล กิจกรรมจัดในช่วงปิดเทอม ทำให้ไม่มีรถรับส่งพระ งบประมาณที่จำกัดทำให้ไม่สามารถอุปถัมภ์พระที่สนใจได้มากนัก ทำให้พระส่วนใหญ่ออกค่าลงทะเบียนเอง

กิจกรรมครั้งนี้ เน้นไปที่พระสงฆ์ที่ทำงานด้านเผยแผ่ ทำให้มีพระวิทยากรบรรยายธรรม พระอาสาคิลานธรรม ครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน โดยให้ท่านเขียนงานที่ตนเองทำนำเสนอในรูปแบบการเขียนบทความวิชาการ เพื่อเป็นการถอดบทเรียนจากประสบการณ์การทำงานของท่านเอง โดยอ้างอิงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ผสานกับหลักวิชาการและหลักพุทธธรรม ถ้าทุกรูปสามารถเขียนออกมาสำเร็จได้ก็จะเป็นการเผยแพร่กิจการงานของพระสงฆ์และได้องค์ความรู้จากการทำงานจริงของแต่ละท่าน ในแต่ละพื้นที่ และเผยแผ่ธรรมะในอีกระดับหนึ่ง

ก็ไม่แน่ใจว่าอนาคตจะได้ทำต่อไปได้อีกไหม แต่เมื่อได้คิด ได้ตั้งใจ และลงมือทำจริงๆ และทุกคนที่มาอย่างน้อยก็ได้ประเด็นที่จะเขียนจริงๆ ก็ถือว่าดีแล้ว ส่วนจะเขียนได้หรือไม่นั้นก็อยู่ที่การต่อยอดของแต่ละท่านเอง และจะเขียนได้ดีมั้ย ก็อยู่ที่แต่ละคนจะพัฒนาตนเองไปมากน้อยแค่ไหน เพราะการเขียนมันเป็นทักษะ อะไรที่เป็นทักษะ ก็คือต้องหมั่นทำ หมั่นฝึกฝน อย่างอดทนและต่อเนื่อง กระบวนการอบรมก็เป็นแค่กลไกหนึ่งซึ่งอยากจะจุดประกายให้ทุกคนพอได้เห็นแนวทางก็เท่านั้นเอง