ทำใจอย่างไรไม่ให้หัวร้อน

ความโกรธ  ของคนมี 3 อย่าง

1 สิลาเลขูปมา โกรธนาน  ฝังลึก เหมือนรอยขีดในแผ่นหิน ยากที่จะลบเลือน

2 ปฐวีเลขูปมา   โกรธปานกลาง  เหมือนรอยขีดในแผ่นดิน  ไม่นานเกินไปก็จางหาย

3 อุทกเลขูปมา   โกรธง่าย  หายเร็ว เหมือนรอยขีดในน้ำ

ความโกรธ หรืออาการหัวร้อน ไม่ว่าจะแบบไหนก็สามารถที่จะสร้างความเดือนร้อนเสียหายให้กับตนเองและคนอื่นได้ทั้งนั้น  เราจึงควรหมั่นฝึกใจไม่ให้หลงไปกับความโกรธ  เมื่อมีสติรู้เท่าทันอารมณ์ตนเอง ก็จะสามารถบริหารจัดการชีวิตและจิตใจของตนเองได้ดี แม้ว่าจะเผชิญกับสถานการณ์ยั่วยุ หรือแหย่หยอก เราก็จะไม่หวั่นไหวไปตามสถานการณ์นั้นๆ 
ความโกรธ เป็นธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต  และโกรธเพราะหวงของก็จะพบมากในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แน่นอนมนุษย์เรายิ่งกว่านั้นมาก เพื่อไม่ใช้ตนเองเป็นคนขี้โมโห หรือวัยรุ่นยุคนี้เขาเรียกว่า “หัวร้อน”

ก็ให้ทำใจเย็นๆ 
ไม่ใช่รอให้โกรธแล้วค่อยทำใจเย็นนะ หมายถึง ในช่วงเวลาที่ไม่มีอะไรมาทำให้โกรธ  เราก็ปล่อยวางใจไม่วุู่วาม ยืดหยุ่นง่าย ไม่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่ให้คิดว่าตัวเองอยู่ท่ามกลางคนใจดี และเราก็เป็นคนที่มีจิตเมตตา..

  • เทคนิคฝึกตนไม่ให้เป็นคนหัวร้อน
    1 ตั้งใจไว้แต่ต้นว่า เราจะเป็นคนใจเย็นสุขุม     เหมือนเป็นเป้าหมาย  ให้เราเห็นเป็นแนวทางกับตัวเองว่า ฉันจะเป็นคนที่ใจเย็น ไม่เป็นคนใจร้อน  
    2 ฝึกการรอให้เป็น    ฝึกตนให้เป็นคนที่รอได้  แม้สมัยนี้อะไรจะทันสมัยรวดเร็ว แต่บางทีมันก็ไม่ได้ทันใจเราไปเสียทุกอย่าง  บางคนอยากใช้ชีวิตแบบสโลด์ไลฟ์ แต่อยากได้เน็ตแรงๆ บางทีก็หัวร้อนเพียงเพราะโหลดเกมไม่ทันใจ  ลองฝึกใจให้รอเป็น แล้วจะเห็นความสุขง่ายๆ 
    3 หมั่นแผ่เมตตา   ไม่ใช่แค่แผ่ออกเสียงได้ แต่แผ่ด้วยใจ ส่งใจด้วยความรัก มองคนอื่นเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมเกิดแก่ เจ็บตายด้วยกัน   แม้เราจะไม่เท่ากัน แต่ของใจวางใจว่า เราต่างก็เท่าเทียม
    4 หาเวลาอยู่กับตัวเอง   อาจจะนั่งสมาธิ หรือแค่นั่นเงียบๆ ลำพัง ถ้ายังไม่คุ้นก็อาจจะฟังเพลงเบาๆ อ่านหนังสือ เพราะการดำเนินชีวิตของเรามันสวิงไปกับกิจวัตรประจำวันมาก  ทั้งเรื่องงาน เรียน ครอบครัว และการจราจร หรือภาวะทางสังคมด้านอื่นๆ มันรุกเร้าให้เราวุ่นวาย เราจึงต้องหาเวลาให้มีบางช่วงที่เราว่าง วางทุกอย่างไว้ แล้วอยู่กับใจตัวเอง  

การมีอารมณ์หรือรู้สึกโกรธ ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร  แต่ขอให้เรามีสติรู้เท่าทันตัวเอง ขณะที่กำลังโกรธ ถ้าเรารู้ตัว ความโกรธมันก็ยังไม่หายไปไหนหรอก แต่เราว่าจะมีสติ ให้การแสดงออกมากขึ้น อาจจะโวยวายบ้าง ตะโกน บ้าง ก็แค่ระบายออกเท้านั้น ไม่กระทำล่วงเกินไปกว่านั้น  เพราะมันเป็นธรรมชาติของใจ ซึ่งเราก็ค่อยๆ ฝึกฝนไปอย่างต่อเนื่อง  ไม่นานก็จะสามารถระงับความโกรธได้ง่าย หรืออาจจะแทบไม่โกรธใครเลยตลอดชีวิตยิ่งดี